ตั้งแต่ปี 2558 ยาวมาจนถึงต้นปี 2559 ตลาดขายตรงไทยดูเหมือนจะเงียบเหงาตลอดทั้งปี เหตุเกิดจากหลายปัจจัยลบ ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาเหตุการณ์บ้านเมือง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ทำให้ตลาดขายตรงไทยซบเซา ยอดขายหดหายแทบทุกบริษัท จนบรรดากูรูขายตรงหลายคนต่างก็ออกมาฟันธง!ถึงภาพรวมของธุรกิจขายตรงไทยทั้งปี 2559 ตั้งแต่ต้นปีว่า น่าจะไม่ดีขึ้น เทียบจากปี 2558 หรือจะยังคงทรงตัวเหมือนปี 2558 โดยมูลค่าตลาดน่าจะตกอยู่ที่ราวตัวเลข 7 หมื่นล้านบาท เรียกว่า โอกาสทองขายตรงไทยในปี 2559 แทบปิดประตูหายใจไปเลยทีเดียว

            อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเงียบเหงาของตลาดขายตรงไทย แต่กับตลาดขายตรงในต่างประเทศ หลังเปิด AEC อย่างเป็นทางการแล้ว กลับคึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลายประเทศในกลุ่ม AEC เปิดกว้างสำหรับการเข้าไปลงทุนหรือทำธุรกิจ จนทำให้หลายบริษัทขายตรงของคนไทย ต่างก็หลั่งไหลแห่เข้าไปลงทุนเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงกันเป็นจำนวนมาก เรียกว่า ทุกบริษัทต้องไป บ้างก็ไปเปิดเป็นบริษัท ลงหลักปักฐานในประเทศนั้นๆเลย บ้างก็เปิดเป็นสาขา บ้างก็ร่วมหุ้นลงทุนกับคนในพื้นที่ และบ้างก็หอบหิ้วสินค้าเข้าไป

ที่สำคัญ กับการไปลงทุนทำธุรกิจขายตรงของคนไทย ในช่วง 1 ปี หรือปี 2559 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ธุรกิจขายตรงของคนไทยได้รับความนิยมจากคนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น และค่อนข้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนแทบ ฟีเวอร์ ทำให้บริษัทขายตรงของคนไทยหลายบริษัทสามารถยืนหยัดหรือรักษายอดขายของบริษัทแบบเฉียดตายเอาไว้ได้ แบบว่า ยอดขายต่างประเทศมากกว่ายอดขายในประเทศกันแทบทุกบริษัท

ไม่ว่าจะเป็นสปป.ลาว เมียนม่าร์ เวียดนาม หรือแม้แต่กัมพูชา ก็ได้ให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงของคนไทยเป็นอย่างดี ทำให้เกิดกระแสหลั่งไหลไปเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงในกลุ่มประเทศ AEC โดยบริษัทขายตรงของคนไทยมากเป็นประวัติการณ์ (ทั้งๆที่ก่อนหน้าก็มีเข้าไปลงทุนอยู่บ้างแล้วประปราย แต่หลายบริษัทไปแล้วกลับบ้านมามือเปล่า บริษัทที่อยู่ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นขายตรงแบรนด์ดังๆระดับต้นๆของเมืองไทยทั้งนั้น) ซึ่งเป็นไปตามมุมมองของบรรดากูรูขายตรงที่ตั้งธงวิเคราะห์ตลาดขายตรงไทยในภาพรวมไว้ก่อนหน้าเมื่อต้นปี 2559 ว่า AEC คือ ขุมทรัพย์แหล่งใหม่ของบริษัทขายตรงไทย

หากจะถามว่า ทำไมขายตรงไทยจึงได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นมากในต่างแดน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ AEC บรรดากูรูขายตรงหลายคนให้เหตุผลตรงกันว่า ประเทศไทยเป็นเสมือนหนึ่งเป็นพี่ใหญ่ที่น้องๆต้องเกรงใจ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งงานของคน AEC และคน AEC ส่วนใหญ่ก็นิยมสินค้าไทย ชอบดูละครไทย ชอบดาราไทย ชอบจะเข้าทำมาหากินในเมืองไทย สื่อสารภาษาไทยได้พอสมควร ประกอบกับนิสัยใจคอของคนไทย เป็นคนโอบอ้อมอารี มีเมตตา ยิ้มแย้ม แจ่มใส ไม่เครียด ซึ่งเป็นบุคลิกที่เหมาะกับการทำธุรกิจขายตรงอย่างยิ่ง ทำให้ธุรกิจขายตรงของคนไทย ณ ปัจจุบัน ค่อนข้างที่จะได้รับการยอมรับ และเกิดกระแส ฟีเวอร์รวดเร็วมากใน AEC

ยกตัวอย่างบริษัทขายตรงที่มีกระแสดังใน AEC อาทิ บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด ภายใต้การนำทัพของ นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานผู้ก่อตั้ง และ นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ก็เป็นหนึ่งบริษัทขายตรงของคนไทยที่มีนโยบายชัดในการรุกตลาดขายตรง AEC และรุกแล้วก็ได้ผลตอบรับเกินความคาดหมาย บรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฮับ (HUB) ของธุรกิจเครือข่ายในอนาคต

            อีกหนึ่งบริษัท นั่นก็คือ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ของ ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งปักหลักปักฐานแน่นในประเทศกัมพูชา และเมียนมาร์ ก่อนขยายสู่ประเทศอื่นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงของคนไทยที่ชาวกัมพูชาให้การต้อนรับค่อนข้างมาก

            ประกอบกับไอยรามีผลิตภัณฑ์คุณภาพอย่าง เอมมูร่า (AIMMURA) สารเซซามินสกัดจากงาดำ ซึ่งกำลังโด่งดังทั่วทุกสารทิศ หลังมีผลงานวิจัยของ ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ที่ปรึกษาฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ไอยราแพลนเน็ต จำกัด) การันตีคุณภาพสินค้าช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ทำให้ผลิตภัณฑ์ AIMMURA ‘ฟีเวอร์ชั่วข้ามคืน

ยิ่งเมื่อ ไอยรา แพลนเน็ตได้ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจดาราดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ AIMMURA-X ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้กระแส AIMMURA และ AIYARA ฮอตและฟีเวอร์ทุกพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ส่งผลให้ยอดขายของไอยราจากประเทศกัมพูชาแซงหน้าประเทศไทยเลยทีเดียว

และอีกหลายบริษัทขายตรงของคนไทยที่แห่ไปลงทุนในกลุ่มประเทศ AEC ต่างก็โกยเงินโกยทองกลับบ้านกันทั้งนั้น เรียกว่า ขายตรงไทยใน AEC ‘ฟีเวอร์ จริงๆ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ต่างก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการที่ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงเองก็ต้องระมัดระวัง หรือทำความเข้าใจ เพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะกฎหมาย ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม หากทำความเข้าใจกับธรรมชาติของความเป็นคนในท้องถิ่นนั้นๆแล้ว ก็เชื่อว่า AEC จะเป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ของขายตรงไทยในอนาคต

            ดร.สมชาย หัชลีฬหา นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เคยกล่าวไว้ว่า AEC อาจเป็นได้ทั้งวิกฤติและโอกาส เพราะ AEC ไม่มีโมเดลเฉพาะ อาจมีสำเร็จ และล้มเหลว อย่างไรก็ตาม หากจะทำให้เป็นโอกาส ก็ย่อมขึ้นอยู่กับ มาตรฐานของแต่ละบริษัทขายตรง เพราะหากมาตรฐานดีไม่ใช่แค่ไป AEC แต่ไปได้ทั่วโลก

            ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ ต้องมามองถึงจุดประสงค์หลักว่า ต้องการไป AEC เพื่ออยากได้ยอด หรือต้องการขยายยอด เพราะแต่ละประเทศมีอุปสรรคไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ค่าธรรมเนียม ค่านิยม และอื่นๆ หากบริษัทขายตรงใดไม่มีความพร้อม หรือแค่อยากได้ยอด การไป AEC ที่มองว่า เป็นโอกาส อาจเป็นวิกฤติก็ได้ ฉะนั้นโอกาสสำเร็จและล้มเหลวมีค่าเท่ากัน     

            ด้านนายพงศ์พสุ อุนาพรหม ผู้แทนอุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์ สมาคมการขายตรงไทย เคยกล่าวไว้เหมือนกันว่า หลังเปิด AEC แล้ว ต่างชาติก้จะเข้ามาขยายตลาดในบ้านเราเหมือนกัน กับเราที่ต้องไปลุยตลาดบ้านเขา แน่นอนตลาดต้องมีคู่แข่งเพิ่ม และต้องมีการลงทุน คำว่า AEC บางทีก็มีข้อจำกัด อาทิ สินค้า ในไทยสินค้า เราอาจไม่ได้นับหนึ่งใหม่ แต่ใน AEC สินค้าของเราอาจต้องนับหนึ่งใหม่ สิ่งสำคัญในการขยายตลาด AEC ก็คือ ต้องมีการวิเคราะห์ผู้บริโภค ต้องปรับให้เข้ากับพฤติกรรม และค่านิยมของแต่ละประเทศ ไม่ใช่บริษัทขายตรงใดไปก่อนแล้วจะได้ก่อน แต่ AEC เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ขยายตลาดเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

            นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เคยกล่าวด้วยว่า การก้าวสู่ AEC สำคัญ คือ ภาษา อย่างน้อยๆก็ต้องภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็ภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ด้วยเพราะธุรกิจขายตรงการทำธุรกิจส่วนใหญ่เน้นการโมติเวท หากไม่เข้าใจภาษา และไร้การถ่ายทอดหรือสื่อสารแบบเข้าถึง หรือนั่งในใจคนในท้องถิ่นแล้ว ก็เชื่อว่า จะทำธุรกิจขายตรงได้ยากลำบากมากขึ้น ฉะนั้นเรื่องของภาษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการขยายตลาด AEC

            สำหรับปี 2560 กุรูขายตรงหลายคนยังคงมองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาด AEC แม้จะเป็นตลาดที่ท้ายทายค่อนข้างมาก แต่ปี 25560 ก็ยังจะคงเป็นตลาดใหญ่ของขายตรงไทย และขายตรงไทยใน AEC จะยังคง ฟีเวอร์ ต่อเนื่อง

            ................................................................................................................